สร้าง “Merrexkable” เทียบชั้นแบรนด์นอก

nw-130610122906
ไม่แปลกอะไรที่คนนอกวงการออกจะงง ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบเรื่องเครื่องเสียงแล้ว รู้จัก “Merrexkable” เป็นอย่างดี ในฐานะผู้นำสายสัญญาณเครื่องเสียง HDMI (High Definition Multimedia Interface) พลังแห่งความคมชัดทั้งภาพและเสียง
ผู้สร้างแบรนด์ “Merrexkable” เป็นคนไทย หัวใจไทย ที่อยากสร้างสินค้าฝีมือคนไทย แต่คุณภาพไม่แพ้ของดีต่างชาติ ด้วยการผลิตสายสัญญาณ HDMI เพื่อคนที่ชื่นชอบหรืออยากเพิ่มอรรถรสในการเล่นเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ และเครื่องเล่นดีวีดี

คุณพงศ์ฉัตร ฉัตตะละดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด เจ้าของ “Merrexkable” เล่าว่า ธุรกิจนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่บริษัทจะก่อตั้ง และเป็นโชคดีที่สินค้าของคนไทยได้ผลตอบรับดี กระทั่งสามารถขยายไลน์ธุรกิจสู่กล่อง Media Player สำหรับเน็ตทีวี ดึงข้อมูลและเปิดเว็บไซต์
ประสบการณ์ทำงานของคุณพงศ์ฉัตรที่ผ่านมา ทำงานตำแหน่งผู้จัดการงานระบบโครงการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการโครงการ เครื่องป้อนข้อมูลระบบเครือข่าย Pui-o co., Ltd Rhode Island USA ผู้จัดการโครงการพัฒนาระบบซื้อขายตราสารหนี้ อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และที่ปรึกษาธนาคารโลก โครงการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ประเทศเวียดนาม

ความที่เป็นคนชอบเครื่องเสียงอยู่แล้ว และมีโอกาสได้เล่นเครื่องเสียงที่ใช้สายสัญญาณ เมื่อคราวที่ไปเรียนต่างประเทศ เป็นที่มาของความคิดที่จะผลิตสายสัญญาณยี่ห้อ “Merrexkable” ขณะที่ยังทำงานอยู่ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์
“ทำไมคนไทยต้องซื้อของต่างชาติแพงตลอดเวลา แล้วเทคโนโลยีพวกนั้นเมืองไทยไม่มีเลยหรือ ก็เริ่มลองทำ พบว่าเป็นเรื่องแบรนดิ้งของเขาดีกว่า ตอนนั้นไม่มียี่ห้อสายสัญญาณของไทยเป็นเรื่องเป็นราว ทำไมคนไทยไม่ทำ มีแต่ซื้อยี่ห้อต่างประเทศ หรือทำกันเองเล่น ๆ เท่านั้น”

ในช่วงที่ลาออกจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ มาทำงานเป็นที่ปรึกษาธนาคารโลก เป็นจังหวะที่ “Merrexkable” เริ่มเงียบเพราะเวลาส่วนใหญ่ยุ่งกับงานประจำ กระทั่งสามารถหาโรงงานรับผลิตกล่อง Media Player ได้ คุณพงศ์ฉัตรจึงตัดสินใจเปิดบริษัท ดิจิตอล โปร เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 พร้อมทั้งขยายดีลเลอร์ร้านเครื่องเสียง จาก 5-6 ราย เป็น 20 ราย ครอบคลุมกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ ภูเก็ต นครสวรรค์ ระยอง
“สินค้าคุณภาพเท่ากัน และคนผลิตอยู่ได้ เราสามารถขายได้ในราคาต่ำกว่าสินค้าจากต่างประเทศสามเท่า ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ฮ่องกง ยุโรป เช่น สายสัญญาณบางยี่ห้อ ราคาปรกติ 7,000-8,000 บาท เราสามารถขายในคุณภาพชนเขาได้แค่ 2,500 บาท และมีการทดสอบทางดิจิตอล พิสูจน์ว่าเราสู้ได้”

คุณพงศ์ฉัตร กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ครั้งเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 8 ปีก่อน ประสบปัญหาเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมาย โดยช่องทางที่ถือเป็นโอกาสมากที่สุดคือสื่อโซเชียลมีเดีย
“สมัยก่อนจะคิดว่าสินค้าไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ หรือคิดว่าซื้อทั้งที ซื้อของไม่ดีก็ไม่กล้าซื้อ กลัวซื้อแล้วมีปัญหา เราก็ให้ทดลอง แต่คนไทยขี้อายไม่กล้าลอง กลับกันถ้าเป็นชาวต่างชาติ จะคิดว่าถ้าแน่ใจว่าดีเอามาเลย ถ้าไม่ดีเดี๋ยวว่านะ ในช่วงแรกการดันผลิตภัณฑ์เข้าตลาดต้องฝ่าฟันพอสมควร”
ดิจิตอล โปร มีธุรกิจสองส่วนคือ สายสัญญาณ ทำมานาน 8 ปี และ Media Player เริ่มต้นมาประมาณ 2 ปีครึ่ง โดยออกแบบ ควบคุมการผลิตในไทย รวมทั้งการจ้าง OEM

กลุ่มเป้าหมายของสายสัญญาณ เดิมเป็นกลุ่มเล่นเครื่องเสียงไฮเอนด์หรือไฮไฟ แล้วค่อย ๆ ขยายลงมาในกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเริ่มใช้งานเครื่องเสียง เช่น ซื้อทีวีชุดแรก แล้วอยากหาสายสัญญาณดี ๆ มีบริการที่ดี ใช้แล้วไม่ผิดหวัง และขยายเข้าไปในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ระดับสูงในการเปิดภาพ ตัดต่อภาพ แม้กระทั่งดูภาพถ่าย ส่วน Media Player เน้นกลุ่มคนดูหนัง มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเล็กน้อย โดยภาพรวมตลาด Media Player ตอนเริ่มธุรกิจมีเพียง 3-4 ยี่ห้อหลัก เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น เริ่มมีคนนำเข้ายี่ห้อจากจีน เกรดดี เกรดต่ำ ผสมกันไป ปัจจุบันมีคู่แข่งไม่น้อยกว่าสิบราย
“มีปัญหาค่อนข้างเยอะในช่วงแรก สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ข้ามมาได้คือ ผลิตภัณฑ์พิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่งในราคาใกล้เคียงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมายในการพิสูจน์ เมื่อเราเป็นคนไทยขายคนไทย อยากให้คนไทยใช้ของดี เอาไปลองเลยนะซื้อแล้ว 7 วัน ไม่ชอบคืนกลับมา ทำให้คนเริ่มไว้ใจและใช้เยอะขึ้น”

เข้าสู่ปีที่ 9 คนเริ่มติดในแบรนด์ “Merrexkable” มีลูกค้าใช้ประจำ ขณะเดียวกันเกิดกลุ่มใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เนื่องจากเทคโนโลยีทีวีเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว
“ยอดขายช่วงแรกเดือนละ 10-20 เส้น เวลาต่อมาเลี้ยงตัวเองได้ ใช้เวลาสัก 4 ปี บางคนบอกนานจัง แต่อย่าลืมนะเป็น 4 ปีที่เราทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่เต็มที่ เป็นช่วงมีงานประจำ ทำเล่นบ้าง กลายเป็นว่าคนใช้มาตามหาสินค้า”

ความคาดหวังของคุณพงศ์ฉัตร ตั้งใจแค่ว่าคนไทยทำของดีได้และขายไม่แพง เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความประทับใจ
“ผลตอบรับจากลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพสินค้ามากขึ้น ถ้าคนเคยใช้ Merrexkable ทุกครั้งที่ ออกรุ่นใหม่ ลูกค้าจะไม่ลังเลที่จะเอามาเปลี่ยนหรือมีคำถาม ด้วยความที่เรามีระบบการเทรด โตไปกับลูกค้า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าไปใช้ประมาณ 2 ปี อยากเปลี่ยนรุ่นใหม่ สามารถนำกลับมาแลกในมูลค่าเท่าเดิมที่เคยซื้อ ส่วนสายสัญญาณเก่านั้นเอาไปให้กับคนที่ต้องการซื้อของใช้แล้วด้วยส่วนลดสามสิบเปอร์เซ็นต์ สายสัญญาณไม่เหมือนเครื่องเล่น ยิ่งใช้ยิ่งดี คนเล่นเป็นจะรู้”

เป็นทั้งผู้บริหารและเป็นแกนหลักด้านเทคโนโลยี แรงที่ทำให้มีพลังในการทำงานคือ การได้เรียนรู้เทคโนฯ และนำมาใช้จริง ๆ โดยเฉพาะความภูมิใจเมื่อเห็นสินค้าติดชื่อเมดอินไทยแลนด์
คุณพงศ์ฉัตรตั้งใจผลักดันแบรนด์ไทยไปเมืองนอกด้วยความภูมิใจในสินค้าไทย เริ่มที่กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศเวียดนาม พม่า ลาว
“ปีนี้อยากให้เป็นปีก้าวกระโดดของบริษัท ด้วยประสบการณ์ของบริษัทและพนักงาน มีความท้าทายและเป็นไปได้ ปีนี้ที่ตั้งใจคือทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกับลูกค้า รวมทั้งการพัฒนาสินค้า หรือการนำชื่อ Merrexkable เข้าสู่กลุ่มคนทั่วไปได้รู้จัก”

ยอดขายที่ตั้งไว้อย่างน้อยต้องเติบโต 200-300 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การประชาสัมพันธ์ที่สื่อออกไปต้องทำให้ลูกค้ามองเห็นได้ว่า ที่ว่าสินค้ามีคุณภาพเป็นอย่างไร
เป็นการใช้กลยุทธ์กล้าท้าให้ลอง และรับประกันคืนเงินเต็ม หากไม่พอใจสินค้า หรือเมื่อตัดสินใจใช้แล้วยังได้รับการดูแลจากการรับประกันสินค้าตลอดอายุสาย รวมถึงสามารถนำมาเปลี่ยนหรือเทรดเป็นรุ่นใหญ่โดยไม่หักมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นเวลานานเท่าใด
“เราต้องการโตไปกับลูกค้า อยากใช้รุ่นสูงขึ้น เอาสายเดิมมา เอาสายใหม่ไป เราเป็นเจ้าแรกที่ทำและไม่มีใครกล้าทำ ไม่ว่าถูกกว่าหรือแพงกว่าก็ไม่กล้าทำ อย่างมากรับประกันตลอดอายุสาย ในกรณีที่สายมีปัญหา แต่ประเภท 7 วันไม่พอใจคืนได้ เทรดได้ ไม่มีใครทำ เราการันตีตลอด 8 ปีที่ทำ ซึ่งในต่างประเทศทำ เป็นโมเดลที่ทำได้ ถ้ามั่นใจสินค้าดี”
“มีคู่แข่งเกิดใหม่ทุกวัน บริษัทพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าและใช้เวลาสร้างความมั่นใจมานาน ทำให้คู่แข่งต้องใช้เวลา คนเลียนแบบไม่กล้ารับคืนสายหรือใช้ระบบเทรด เขาไม่กล้าทำ คุณต้องโชว์ไส้มาก่อน ถ้าสินค้าไม่ใช่เกรดเดียวกันทำไม่ได้”
ดิจิตอล โปร มีทีมงานรวมทีมขาย พัฒนาและออกแบบ 9 คน ไม่มีโรงงานของตัวเอง ใช้วิธี sub contract ประกอบสินค้า ส่วนการขายใช้ระบบดีลเลอร์

คุณพงศ์ฉัตรพยายามผลักดันให้ทีมงานทุกคนมีความรับผิดชอบ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา พัฒนาบริษัท เพื่อไม่ให้ทำงานแบบ routine โดยให้ทุกคนทำงานแบบหาลู่ทางใหม่ คำตอบใหม่ ๆ มานำเสนอ
“ผมเป็นผู้บริหารที่มองที่ผลงาน วิธีการแล้วแต่คนทำต้องการ เราตั้งเป้า บอกปลายทางที่ต้องการจะไป และวิธีการที่คิดว่าน่าจะดี แต่คนทำเลือกเองจะใช้วิธีการไหน เพื่อไปให้ถึงปลายทาง”
ในวันที่เป็นเจ้าของธุรกิจ การทำงานมีความยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่ประสบการณ์และทักษะจากการทำงานที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ เขาได้เรียนรู้ว่าเวลาทุกนาทีมีค่า เมื่อก้าวมาทำงานที่ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย เน้นความละเอียดและการมองไปข้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญ และอิตาเลียนไทย มุ่งทำงานให้สำเร็จภายในเวลาที่เหลือ
“เมื่อเป็นนายตัวเอง ต้องทำทุกอย่าง ภายใต้ร่มเงาตัวเอง เพิ่มความละเอียด ความยากขึ้นไปอีกหลายเท่า เป็นเรื่องการพัฒนา และเรารู้สึกว่าเราโตขึ้น ในวันที่ทำงานให้คนอื่น สิ่งไม่คาดหวังที่เกิดขึ้นมีผลกระทบน้อย แต่เมื่อทำเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันมีผลกระทบเกิดขึ้นกับเรามากกว่า ทำให้เริ่มมองสิ่งที่เป็นผลกระทบละเอียดขึ้น ความท้าทายมีตลอดเวลา คนทำธุรกิจต้องเจอแบบนี้ เป็นเรื่องท้าทายดีเมื่อมีโจทย์ให้แก้ เมื่อแก้แล้ว ยิ่งพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง”

อย่างน้อย ๆ วันนี้เขาภูมิใจในคุณภาพของแบรนด์ที่สร้างมา 8 ปี เป็นความมั่นใจว่าแบรนด์นี้ คนไช้ไม่ผิดหวัง และไม่ต้องอายใคร
ใช้เพียงครั้งแรกจะสัมผัสได้ถึงความต่างทั้งภาพและเสียง จริงหรือไม่จริง ต้องลองแล้วล่ะ!

ที่มา: http://www.ejobeasy.com/kmdetail.php?n=130610122906

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: