- วิธีเซ็ตอัพเสียง/ลำโพง AVR 5.1/7.1 ด้วยตัวเอง

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเซ็ตอัพเครื่องเสียงให้เพื่อนๆ และลูกค้าหลายคน จนตั้งข้อสังเกตได้ว่า คนที่เพิ่งเริ่มใช้งานเครื่องเสียง Home Theater 5.1/7.1 ส่วนใหญ่ ถ้าไม่แกะกล่องแล้วใช้งานเลย โดยไม่ได้มีการตั้งค่าการทำงานของ A/V Receiver ให้เหมาะสมกับลำโพง การเดินสายลำโพง และอคูสติคของห้องเลย ก็จะใช้การตั้งค่าด้วยไมโครโฟนที่แถมมาให้กับชุด A/V Receiver ซึ่งคุณภาพของเสียงที่ได้ก็มักจะไม่ค่อยดี หรือไม่ค่อยเหมาะสมกับหน้างานจริงสักเท่าไหร่ วันนี้ผมเลยจะถือโอกาสมาแนะนำวิธีตั้งค่าเสียงให้กับ A/V Receiver ของเรา ที่สามารถทำได้เองง่ายๆ มาฝากกันครับ – และเพราะเน้นให้ทุกคนสามารถทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ผมจึงไม่ขอลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิคสำหรับบทความนี้นะครับ

เริ่มจากการเตรียมเครื่องมือกันก่อน – อุปกรณ์ที่ต้องใช้อย่างแรกเลยก็คือสายวัด(ตลับเมตร) เพื่อใช้วัดระยะห่างระหว่างลำโพงแต่ละตำแหน่งกับจุดที่เรานั่งฟัง / ส่วนชิ้นที่สองก็คือ dB meter หรือเครื่องวัดระดับความดังเสียงครับ ซึ่งน่าจะหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านเครื่องมือช่างอิเลคโทรนิค ไม่ก็ลองเข้าไปหาซื้อใน ebay ดูนะครับ (ราคาไม่แพงมาก ควรจะหาเครื่องที่รองรับค่าความถี่เสียงกว้างๆ หน่อยก็จะดีครับ) แต่ถ้าใครที่หาไม่ได้จริงๆ หรือไม่ต้องการลงทุนค่าอุปกรณ์แพงๆ และใช้งาน Smartphone อย่าง iPhone หรือ Android อยู่แล้ว ก็น่าจะหาโปรแกรมประเภทนี้ได้ไม่ยากนะครับ (ลองค้นใน App Store ด้วยคำว่า decibel meter หรือ dB meter ดูนะครับ) ซึ่งก็มีทั้งแบบเสียเงินซื้อ และแบบที่ให้โหลดไปใช้งานกันได้ฟรีครับ เรื่องความแม่นยำของไมโครโฟนในมือถือคงจะสู้เครื่องมือจริงไม่ได้ แต่ก็พอจะใช้อ้างอิงได้คร่าวๆ ครับ / สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับ AVR ที่จะตั้งค่าเสียง ก็ควรจะเตรียมคู่มือการใช้งานของ AVR รุ่นนั้นๆ เอาไว้ด้วย / สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ “หู” ของเราเองครับ (หรือจะหา “หู” คนอื่นมาช่วยฟังด้วยก็ได้เช่นกัน)

ในบทความนี้ผมขอใช้รูปอ้างอิงเป็นเมนูของ AVR Onkyo รุ่น 609 เป็นตัวอย่างนะครับ เพราะเป็นเครื่องที่ผมใช้งานอยู่ที่ห้องเดโม สำหรับ AVR ในรุ่น หรือยี่ห้ออื่นๆ ก็น่าจะสามารถอ้างอิงไปใช้งานได้ เพราะน่าจะมีเมนูตั้งค่าที่ใกล้เคียงกันนี้อยู่เช่นกัน แต่ก็อาจจะมีความละเอียดในการปรับแต่งค่าต่างๆ ได้มากน้อย แตกต่างกันออกไป

เริ่มต้นให้เราค้นหาเมนูสำหรับการตั้งเสียงลำโพงกันก่อนเลย ในรุ่น 609 นี้คือ Speaker Settings ส่วนใน AVR รุ่นอื่น ยี่ห้ออื่นอาจจะมีชื่อเรียกอย่างอื่น ให้ลองหา หรืออ้างอิงจากคู่มือการใช้งานดูนะครับ

ก่อนที่เราจะเริ่มตั้งค่าการใช้งานของ AVR ให้เหมาะสมกับลำโพงได้นั้น เราเองต้องรู้ข้อมูลทางเทคนิคของตัวลำโพงที่เราใช้งานอยู่ก่อนนะครับ ลำโพง Home Theater ทั่วไปน่าจะมีข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ติดเอาไว้ที่ตัวตู้ลำโพงอยู่แล้ว หรือไม่ก็อ้างอิงจากในคู่มือ หรือเว็บไซต์ผู้ผลิตดูได้ก็ครับ

ค่าแรกที่เราจะต้องดูก่อนเลยก็คือ Speaker Inpedance (ค่าความต้านของลำโพง) AVR รุ่นใหม่ๆ จะปรับเปลี่ยนค่านี้ได้แล้ว เราจะต้องตั้งค่าให้ตรงกับชุดลำโพงที่เราใช้งานก่อนนะครับ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด และเพื่ออายุการใช้งานของลำโพงด้วยครับ

ผมเองใช้งานชุด Q-Acoustics 2000 Cinema Series อยู่ จะมีค่าความต้านมาตรฐานอยู่ที่ 6 ohms ครับ (ลำโพงบางรุ่นก็อาจจะอยู่ที่ 4/6/8 ohms)

ในส่วนถัดมาคือ การตั้งค่าจุดตัดของเสียงลำโพงในแต่ละตำแหน่ง สำหรับรุ่น 609 ที่ผมใช้งานอยู่นี้ มีระบบเสียง THX มาให้เลือกใช้งานกันด้วย และค่ามาตรฐานที่ตัว AVR บังคับเอาไว้จะอยู่ที่ 80Hz ทั้งหมดครับ (แล้วไปใช้โปรแกรม THX มาควบคุมในส่วนนี้แทนให้ต่อไป)

อย่างที่แจ้งไว้แล้วว่าผมขอไม่ลงลึกในข้อมูลเทคนิคนะครับ ในส่วนนี้ถ้ายังไม่มีความเข้าใจจริงๆ ก็สามารถข้ามไปก่อนได้ครับ (น่าจะสามารถใช้ค่ามาตรฐานที่ตั้งค่ามาให้ในเบื้องต้นไปก่อนได้ครับ)

ส่วนที่ผมให้ความสำคัญในบทความนี้จะอยู่ที่ 2 ค่าถัดไปนี้มากกว่าครับ

1. Speaker Distance (ระยะห่างของลำโพง) : เครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกับการตั้งค่าในส่วนนี้ก็คือ “ตลับเมตร” ครับ โดยให้เรานั่งอยู่ในตำแหน่งที่เราจะนั่งชม/นั่งฟังจริงก่อน แล้วเอาตลับเมตรขึ้นทาบที่หน้าอก แล้วดึงสายตลับเมตรให้ยาวออกไปจนถึงหน้าลำโพงในแต่ละตำแหน่ง แล้วกรอกค่าตัวเลขที่ได้นี้ลงไปครับ – ในส่วนนี้ถ้ามีผู้ช่วยสักคนน่าจะสะดวกกว่าลุยเดี่ยวนะครับ / โดยความละเอียดของค่าตัวเลขที่เราจะกรอกเข้าไปใน AVR แต่ละรุ่นได้ก็จะแตกต่างกันออกไปครับ อย่างใน 609 ตัวนี้จะเพิ่มหรือลดได้ครั้งละ 30cm – ใน AVR บางรุ่นสามารถตั้งค่าได้ละเอียดในระดับ +/- 1cm กันเลยครับ

ระยะห่างของลำโพงในแต่ละชิ้น ไม่มีความจำเป็นต้องเท่ากันนะครับ โดยหลักการแล้วการวางตำแหน่งฟังให้อยู่กึ่งกลาง่ของลำโพงทุกตัวที่สุดได้น่าจะให้เสียงที่ดีที่สุดก็จริง แต่เพราะห้อง หรือจุดติดตั้งชุดเครื่องเสียงของเพื่อนๆ แต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป อาจทำให้บางครั้งเราอาจต้องติดตั้งลำโพง ซ้าย/ขวา ห่างจากจุดนั่งฟังไม่เท่ากันได้ เพราะฉะนั้นค่าระยะห่างของลำโพงแต่ละตัว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเท่ากัน แต่เน้นให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเป็นหลักนะครับ

* มีข้อแนะนำในการติดตั้งลำโพงมาฝากกันเล็กน้อยครับ

  • ในลำโพงที่เป็นคู่เดียวกัน อย่างลำโพงหน้าซ้าย กับลำโพงหน้าขวา หรือเซอร์ราวด์หลังซ้าย กับเซอร์ราวด์หลังขวา อาจไม่จำเป็นต้องตั้งห่างจากจุดรับฟังเท่ากันพอดี แต่ควรจะต้องให้อยู่ในระนาบที่สูงต่ำเท่ากันนะครับ ไม่ใช่ติดตัวหนึ่งสูง อีกตัวหนึ่งต่ำ เพราะความผิดเพี้ยนของตำแหน่งในลักษณะนี้จะส่งผลถึงทิศทางเสียงที่ผิดเพี้ยนไปมากจนเราสามารถฟังออกได้ง่ายครับ
  • ลำโพงเซ็นเตอร์ ควรต้องจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งด้านหน้าตรงกับตำแหน่งที่เรานั่งฟังที่สุด และควรอยู่ในระนาบเดียวกับจอภาพด้วยครับ เพราะลำโพงตำแหน่งนี้จะเป็นส่วนของเสียงพูด/บทสนทนา หากวางผิดตำแหน่งออกไป จะกลายเป็นปากขยับที่หน้าจอ แต่เสียงพูดกลับออกมาจากตำแหน่งอื่นแทน (คิดว่าคงไม่มีใครจัดวางในลักษณะอื่นอยู่แล้ว แต่เขียนลงไว้ให้ด้วยเพื่อความชัวร์แล้วกันครับ)
  • ตำแหน่งติดตั้งชุดลำโพง คู่หน้า กับคู่หลัง ควรจะอยู่ในระนาบสูง หรือต่ำกว่าระดับหูของเราไม่เกิน +/- 30 องศานะครับ หากต่ำหรือสูงกว่านี้ไปมากๆ จะรู้สึกถึงทิศทางเสียงที่ผิดเพี้ยนไปมาก จนเหมือนกับคุกเขาดูหนัง หรือยืนดูหนังเอาได้ครับ
  • ระยะห่างที่เหมาะสมของลำโพงคู่หน้าอยูที่ 2-5 เมตร และควรหันทิศทางให้ขนานไปกับตัวห้อง / แต่หากมีระยะห่างที่มากกว่านี้ หรือใช้งานลำโพงขนาดเล็ก (Satellite) ให้หันหน้าลำโพงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟังได้เล็กน้อยครับ
  • ระยะห่างของลำโพงเซอร์ราวด์คู่หลัง ควรจะมีระยะห่างที่เท่ากันกับคู่หน้า และวางตำแหน่งขนานกันกับคู่หน้า โดยเมื่อขีดเส้นสมมุติระหว่างลำโพงคู่หน้า และคู่หลังทั้ง 4 ตัวนี้แล้ว ควรจะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านะครับ
  • สำหรับลำโพงเซอร์ราวด์คู่หลัง หากเป็นลำโพงขนาดเล็ก (Satellite) จะต้องหันองศาของลำโพงเข้าหาจุดนั่งฟังเพิ่มเติมด้วยนะครับ ส่วนลำโพง Book Shelf นั้นหากมีระยะห่างระหว่างตำแหน่งนั่งฟัง ออกมาสักหน่อย ก็ให้หันหน้าลำโพงขนานไปในทิศทางเดียวกับลำโพงคู่หน้าเป็นหลัก เว้นเสียแต่ว่าตำแหน่งที่นั่งฟังนั้นติดกับผนังห้องด้านหลังเลย (โซฟา/เตียงนอนชิดผนัง) ก็ควรจะหันเอียงเข้าจุดกึ่งกลางเหมือนกับลำโพงขนาดเล็ก (Satellite) ด้วยเช่นกันครับ / *จริงๆ แล้วอยากแนะนำให้วางตำแหน่งนั่งฟังให้อยู่กึ่งกลางของห้องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ หรืออย่างน้อยก็ให้มีระยะห่างจากผนังห้องด้านหลังสักอย่างน้อย 30-50 cm ก็ยังดี เพื่อให้ได้มิติเสียงเซอร์ราวด์ที่มีคุณภาพในแบบที่ควรจะเป็นครับ)
  • หากติดตั้งเป็นชุดลำโพง 7.1 ลำโพงเซอร์ราวด์คู่กลางนี้ ควรจะมีระยะห่างจากกันให้มากกว่าคู่หน้า/คู่หลังราว 1-2 เมตร และควรวางตำแหน่งติดตั้งให้อยู่ระยะกึ่งกลางระหวางลำโพงคู่หลัง และคู่หน้าครับ (เพื่อการโยนเสียงจากหน้าไปหลังจะได้มีความเป็นธรรมชาติ และต่อเนื่องได้ดีที่สุดครับ) / ลักษณะเส้นสมมุติของลำโพง 7.1 ควรจะเป็นทรงกลมนะครับ

*ตำแหน่งวางซับวูฟเฟอร์ของแต่ละห้อง มีจุดที่เหมาะสม หรือดีที่สุดแตกต่างกันไปอยู่มาก ผมคงจะชี้จุดที่แน่นอนลงไปไม่ได้ คงให้คำแนะนำได้เพียง

  • หากเป็นซับยิงพื้น (ดอกลำโพงอยู่ที่ด้านล่างของตู้) จะไม่ค่อยมีความจู้จี้ในตำแหน่งจัดวางเท่าไหร่ แต่ควรที่จะวางให้ห่างจากผนังทุกด้าน อย่างน้อย 30-50cm (ในกรณีที่วางเข้ามุมห้อง) ไม่ควรอยู่ใกล้กับเฟอร์นิเจอร์, หน้าต่าง, ประตู หรือกระจกมากเกินไป และควรห่างจากตำแหน่งรับฟังอย่างน้อย 1-2 เมตรครับ
  • หากเป็นซับยิงหน้า (ดอกลำโพงอยู่ที่ด้านหน้าของตู้) ควรจะวางให้ดอกลำโพงหันหน้าไปทางตำแหน่งที่เรานั่งฟัง แต่ให้วางขนานไปกับชุดลำโพงคู่หน้า และเซ็นเตอร์ด้วย / ควรวางอยู่ระหว่างลำโพงคู่หน้า แต่ให้มีระยะห่างกับลำโพงคู่หน้า ซ้าย/ขวา และลำโพงเซ็นเตอร์ อย่างน้อย 30-50cm / และไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ มาวางขวางระหว่างดอกลำโพง กับจุดนั่งฟังนะครับ

ข้อมูลด้านบนนี้ใช้อ้างอิงในเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ ในแต่ละห้อง แต่ละตำแหน่งใช้งาน อาจต้องใช้ลักษณะการติดตั้งที่แตกต่างไปจากนี้ได้ครับ (เราสามารถลองผิดลองถูก ทดลองย้ายจุดแล้วลองฟังผลดูเองได้ หรือจ้างวานผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้มาให้คำแนะนำ หรือดำเนินการให้ก็ได้เช่นกันครับ)

2. Level Calibration (ระดับความดังของเสียงลำโพงในแต่ละตำแหน่ง) : หลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อตั้งค่าระยะห่างของลำโพงไปแล้ว ทำไมยังต้องตั้งค่าระดับความดังเสียงของแต่ละลำโพงอีก – อีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผลต่อระดับความดัง/เบาของเสียงลำโพงแต่ละตัวนั้น นอกจากระยะทางระหว่างลำโพงกับตำแหน่งนั่งฟังแล้วนั้น ก็ยังมีในส่วนของความยาวของสายลำโพงในแต่ละตำแหน่งด้วยครับ – เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ลำโพงแต่ละตำแหน่งจะใช้ความยาวสายลำโพงที่เท่ากัน กล่าวคือลำโพงตัวไหนอยู่ห่างจาก AVR ที่สุดก็จะต้องเดินสายลำโพงไกลที่สุด แล้วก็ลดหลั่นกันไปครับ – และเพราะความยาวสายลำโพงเองก็ส่งผลต่องบประมาณของระบบโดยรวมพอสมควร ยิ่งกับสายลำโพงเซอร์ราวดด้วยแล้ว ถ้ายิ่งซ่อนงานติดตั้งให้สวยงามเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้ความยาวสายเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นครับ

ความยาวของสายลำโพงที่แตกต่างกันนี้เอง จึงทำให้ถึงแม้ตำแหน่งติดตั้งลำโพงคู่เดียวกัน ห่างจากจุดนั่งฟังเท่ากัน แต่ความยาวสายลำโพงไม่เท่ากัน ก็ส่งผลให้ระดับความดังที่ได้ก็ไม่เท่ากันไปด้วยครับ การตั้งค่าในส่วนนี้จึงมีเพื่อชดเชยความดังของเสียงให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันที่สุดในแต่ละตำแหน่ง

AVR ส่วนใหญ่เมื่อปรับมาตั้งค่าในส่วนนี้ จะปล่อยเสียงทดสอบเพื่อการตั้งค่าออกมาให้ โดยมีลักษณะเป็นเสียงซ่าออกมาทางลำโพงแต่ละตำแหน่ง – ในส่วนนี้เองที่เราต้องพึ่งเครื่องมือชิ้นที่สองนั่นก็คือ dB meter นั่นเอง โดยให้วางเจ้า dB meter นี้ในตำแหน่งเดียวกับที่เราจะนั่งฟัง ให้ปรับระดับความสูงให้อยู่ในระดับเดียวกับหูของเราเมื่อนั่งประจำที่แล้วด้วยนะครับ โดยให้ไมโครโฟนหันไปทางด้านหน้าเท่านั้น จากนั้นก็วัดค่าระดับความดังที่ออกมาจากลำโพงแต่ละตัว แล้วค่อยๆ ปรับชุดเชยค่าความดัง (หน่วยเป็น dB = decibel) เพิ่มหรือลดให้ได้ค่าตัวเลขความดังที่เท่ากัน หรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุดครับ (ขึ้นอยู่กับความละเอียดของ AVR แต่ละตัวด้วย) โดยปกติแล้ว ระดับความดังที่เหมาะสมสำหรับชุด Home Theater จะอยู่ที่ 80-85 dB (เบากว่านี้ก็อาจจะไม่ค่อยมันสะใจ / ดังกว่านี้อาจไม่ดีต่อสุขภาพของเราครับ)

ค่อยๆ ปรับไปทีละตำแหน่ง โดยหาตัวเลขอ้างอิงสัก 1 ตำแหน่ง เพื่อใช้เป็นจุดสังเกตในการตั้งค่านี้ครับ ผมเองตั้งค่าโดยอิงตัวเลขที่เครื่อง dB meter ที่ตำแหน่ง 83 dB / ในส่วนนี้หากไม่มีเครื่องมือวัดระดับความดังจริงๆ ก็สามารถใช้หูของเราฟังแทนได้เหมือนกันนะครับ โดยปรับตำแหน่งอ้างอิงตำแหน่งแรกให้เป็นความดังที่เราต้องการก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับไปปรับค่าในตำแหน่งถัดไป โดยอาศัยการเลื่อนฟังเสียงความดังเปรียบเทียบกันระหวาง 2 ตำแหน่งให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด แล้วก็ค่อยๆ ขยับตำแหน่งไปเรื่อยๆ จนครบทุกตำแหน่งครับ

ในส่วนของค่าความดังของซับวูฟเฟอร์นั้นจะเป็นตำแหน่งที่ใช้หูฟังได้ลำบากที่สุดครับ หากไม่ได้ใช้เครื่อง dB meter วัดให้ อาจจะต้องไปเปิดหนังขึ้นมาดูแล้วลองปรับแต่งตามความชอบของเราอีกทีล่ะครับ – ให้จับสังเกตว่าหากซับวูฟเฟอร์ดังเกินไป เราจะรู้สึกเหมือนเสียงเบสมันบวมๆ ไม่มีความกระชับ คืนตัวได้ไม่เร็วนัก จะเหมือนกับเราหูอื้ออยู่ตลอดเวลา / แต่หากปรับเสียงเบสบางเกินไป ก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความหนาของเสียงกลาง และเสียงต่ำเลยแทน

เฉพาะค่าความดังของลำโพงซับวูฟเฟอร์นี้ ผมมักจะไม่ปรับตั้งผ่านทาง AVR นะครับ ส่วนใหญ่แล้วผมจะตั้งค่านี้ไว้ที่ 0 dB แล้วไปปรับระดับความดังที่ตัวตู้ซับวูฟเฟอร์เองครับ ซับวูฟเฟอร์ส่วนใหญ่ที่เป็นแบบ Active (มีกำลังขับของตัวเอง) มักจะมีปุ่มปรับระดับเสียงมาให้อยู่แล้วครับ ก็ให้ไปปรับที่ตัวตู้ซับวูฟเฟอร์แทนนะครับ / ส่วนท่านใดที่ใช้งานซับวูฟเฟอร์แบบ Passive ที่ยังต้องอาศัยกำลังขับจากตัว AVR อยู่นั้น ก็คงจะต้องปรับตั้งค่าในส่วนนี้ที่ AVR แทนครับ (ส่วนใหญ่มักจะเป็นชุด HT in the box) / จริงๆ แล้วที่ตัว ซับวูฟเฟอร์เอง ก็มักจะมีปุ่มปรับตั้งค่าอื่นๆ ติดตั้งมาให้ด้วยอย่างค่า Cross Over หรือค่า Fade ในส่วนนี้คงต้องศึกษาเพิ่มเติมดูเองถึงความแตกต่าง และความเหมาะสมของซับวูฟเฟอร์แต่ละรุ่น และความเหมาะสมของตำแหน่งการจัดวางตู้ซับวูฟเฟอร์ประกอบไปด้วย

*จุดตัด Cross Over ของซับวูฟเฟอร์ที่เหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์จะอยู่ที่ 80-110Hz ขึ้นอยู่กับความชอบ และความสามารถของซับวูฟเฟอร์แต่ละตัวด้วด้วยนะครับ

หวังว่าบทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ ไปปรับใช้งานกับชุดเครื่องเสียงของทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ หากมีคำแนะนำ หรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้นะครับ ยินดีให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเพื่อนๆ ทุกคนเท่าที่จะพอช่วยได้ครับ

^_^

credit : mythpcthai

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: